นายกรัฐมนตรีมอบรางวัล ‘Digital Government Awards 2020’ พร้อมผลักดันทุกหน่วยงานมุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล ที่เปิดเผย เชื่อมโยง และร่วมกันสร้างบริการที่มีคุณค่าให้ประชาชน

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานมอบรางวัล Digital Government Awards 2020 (รางวัลรัฐบาลดิจิทัลประจำปี 2563) จัดขึ้นโดย สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สพร. หรือ DGA วันที่ 3 ธันวาคม 2563 ณ สโมสรทหารบก วิภาวดี กรุงเทพฯ ซึ่งภายในงานมีการมอบโล่รางวัลรัฐบาลดิจิทัลระดับกรม 10 รางวัล และระดับจังหวัด 5 รางวัล พร้อมรางวัลหน่วยงานดีเด่นด้านการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ (Data Governance) 3 รางวัล รางวัลหน่วยงานดีเด่นด้านการเปิดเผยข้อมูลผ่านศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ (Data.go.th) 5 รางวัล และรางวัลผู้นำองค์กรดิจิทัลดีเด่น 2020 1 รางวัล

ในการนี้ นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายและทิศทางการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล พร้อมแสดงความยินดีกับหน่วยงานที่ได้รับรางวัลรัฐบาลดิจิทัลประจำปี 2563 ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการปรับเปลี่ยนหน่วยงานสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดยเฉพาะการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ หรือ Data Governance และการเปิดเผยข้อมูลผ่านศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ หรือ Data.go.th ซึ่งเป็นการยกระดับการบริหารจัดการและการบูรณาการข้อมูลภาครัฐและการทำงานให้มีความสอดคล้องกันและเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างมั่นคงปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล โดยมุ่งหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกในการให้บริการและเข้าถึงของประชาชน และในการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐต่อสาธารณะและสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จากความตั้งใจอย่างต่อเนื่องที่จะยกระดับรัฐบาลดิจิทัลจากทุกหน่วยงาน ส่งผลให้ในปีนี้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ประจำปี 2563 (e-Government Development Index: EGDI 2020)

โดยองค์การสหประชาชาติ ปรับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 57 จากอันดับที่ 73 ในปี 2561 โดยค่าคะแนนของประเทศไทยเพิ่มขึ้น จาก 0.6543 เป็น 0.7564 เท่ากับเพิ่มขึ้น 0.1022 คะแนน หรือ ประมาณร้อยละ 15 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสูงกว่าค่าเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงของ EGDI ซึ่งอยู่ที่ 0.0497 คะแนน หากเมื่อคำนึงถึงเฉพาะประเทศอาเซียนแล้ว ประเทศไทย มีอันดับสูงขึ้นเป็นที่ 3 ของอาเซียนแทนที่ประเทศบรูไน เป็นรองเพียงประเทศสิงคโปร์ที่ยังคงมีระดับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่สูงกว่าประเทศสมาชิกอื่นโดยเปรียบเทียบมาอย่างต่อเนื่อง และประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวรายงานถึงโครงการสำรวจระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลของหน่วยงานภาครัฐว่า DGA ได้ดำเนินโครงการฯ มาตั้งแต่ปี 2558 เป็นประจำทุกปี และในปี 2563 นี้ DGA ยังได้พัฒนาแบบจำลองระดับความพร้อมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล หรือ Digital Government Maturity Model เพื่อเป็นเครื่องมือให้หน่วยงานภาครัฐทราบสถานะปัจจุบันในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของหน่วยงานตนเอง และเพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของหน่วยงานด้วย อีกทั้งข้อมูลที่ได้จากการสำรวจระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัล จะเป็นประโยชน์ในการจัดทำนโยบายและการจัดสรรงบประมาณด้านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล รวมถึงเป็นแหล่งข้อมูลด้านการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่มีความน่าเชื่อถือ และให้หน่วยงานระดับนโยบายได้นำไปประกอบการจัดทำแผนและติดตามงานด้านนโยบายอย่างเหมาะสมต่อไป

ด้าน ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล กล่าวถึงผลสำเร็จของโครงการสำรวจระดับความพร้อมรัฐบาลดิจิทัลของหน่วยงานภาครัฐ ในปี 2563 ว่า ในปีนี้ ได้สำรวจหน่วยงานภาครัฐจำนวนทั้งสิ้น 1,926 หน่วยงาน โดยมีหน่วยงานตอบแบบสำรวจฯ กลับ จำนวน 1,850 หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 96.1 ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐระดับกรมหรือเทียบเท่า จำนวน 315 หน่วยงาน โดยมีหน่วยงานตอบแบบสำรวจฯ กลับ จำนวน 292 หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 92.7 หน่วยงานภาครัฐระดับจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพฯ) จำนวน 1,609 หน่วยงาน โดยมีหน่วยงานตอบแบบสำรวจฯ กลับ จำนวน 1,556 หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 96.7 และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ จำนวน 2 หน่วยงาน โดยมีการตอบกลับทั้ง 2 หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 100 ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปีนี้หน่วยงานมีความตื่นตัวและให้ความร่วมมือในการตอบแบบสำรวจอย่างดียิ่ง

ผลสำรวจพบว่า หน่วยงานระดับกรมมีคะแนนที่โดดเด่นในตัวชี้วัดด้านการบริการ และโครงสร้างพื้นฐานโดยเปรียบเทียบระหว่างหน่วยงานในระดับเดียวกัน ซึ่งมีความสอดคล้องกันในมุมของการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเพื่อตอบสนองต่อการบริการที่ปรับเปลี่ยนมาเป็นดิจิทัลมากขึ้น ตัวชี้วัดที่โดดเด่นรองลงมาคือระบบการทำงานภายใน ที่ต้องรองรับการให้บริการในรูปแบบที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น ด้านศักยภาพของบุคลากร และด้านการปรับใช้เทคโนโลยีของหน่วยงานระดับกรมเป็นตัวชี้วัดที่โดดเด่นน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับตัวชี้วัดอื่น โดยความพร้อมด้านทรัพยากรบุคคลอาจมีส่วนในการทำให้การปรับใช้เทคโนโลยีภายในองค์กรมีความโดดเด่นน้อยตามลงมา ทั้งนี้ หน่วยงานในระดับกรมโดยรวมมีการจัดทำแผน และการดำเนินการที่สอดคล้องกับกรอบการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล

หน่วยงานภาครัฐระดับจังหวัด มีความโดดเด่นในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานมากที่สุดเมื่อเทียบกับตัวชี้วัดอื่น เนื่องจากมีการปรับใช้โครงสร้างพื้นฐานของกรมมาช่วยสนับสนุนในการดำเนินงาน ด้านศักยภาพของบุคลากรของหน่วยงานระดับจังหวัดอยู่ในระดับที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับตัวชี้วัดอื่น รองลงมา คือ ด้านการบริการของหน่วยงานระดับจังหวัด เนื่องจากส่วนมากหน่วยงานพึ่งบริการของกรมเป็นหลัก สำหรับการปรับใช้เทคโนโลยีของหน่วยงานจังหวัดมีความโดดเด่นน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับตัวชี้วัดอื่น เนื่องจากหน่วยงานจังหวัดมีการปรับใช้เทคโนโลยีค่อนข้างน้อย ทั้งนี้ หน่วยงานระดับจังหวัดมีการดำเนินงานภายใต้กรอบนโยบายของกรมเป็นหลัก ทำให้ด้านแผนและการดำเนินการมีระดับความโดดเด่นที่ใกล้เคียงกับกรม

สำหรับการมอบรางวัลรัฐบาลดิจิทัลประจำปี 2563 หน่วยงานระดับกรมที่ได้รับโล่รางวัลรัฐบาลดิจิทัลจำนวน 10 รางวัล ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี กรมสรรพากร ประกาศนียบัตรระดับจังหวัด 5 รางวัล ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ระนอง ลพบุรี ลำพูน และสระบุรี

นอกจากนี้ยังมี รางวัลเฉพาะด้านประจำปี : รางวัลหน่วยงานดีเด่นด้านการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ (Data Governance) จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ กรมสรรพากร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
รางวัลเฉพาะด้านประจำปี : รางวัลหน่วยงานดีเด่นด้านการเปิดเผยข้อมูลผ่านศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐ (Data.go.th) จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ กรมธุรกิจพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กรมการค้าต่างประเทศ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมการขนส่งทางบก
รางวัลผู้นำองค์กรดิจิทัลดีเด่น 2020 1 รางวัล ได้แก่ นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

หมายเหตุ: รายละเอียดผลสำรวจสามารถดูได้ที่เว็บไซต์ www.dga.or.th

เคทีซีเดินหน้าพัฒนาแอปฯ KTC Mobile ด้วยฟีเจอร์ใหม่ เบิกถอนเงินสดได้ทุกค่าย และตั้งรหัส ATM PIN ได้ด้วยตัวเอง

นางสาวสุชชวี บรรจบดี ผู้อำนวยการ - Digital Development “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา สืบเนื่องจากวิกฤตโควิด – 19...

Kerry Express ปรับราคาค่าจัดส่งพัสดุด่วนเริ่มต้นเพียง 25 บาท

งานนี้มีเฮ!! หลังจากที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ Kerry Express หรือ KEX ล่าสุดบริษัทฯได้ปรับราคาค่าจัดส่งพัสดุด่วนเอาใจลูกค้า ด้วยค่าบริการ เริ่มต้นเพียง 25 บาทเท่านั้น พร้อมเพิ่มไซส์ในการรับพัสดุ (XXL) ที่รองรับน้ำหนักได้สูงสุด 30 กก....

แนวทางใหม่ โหวต “เอ็ม ธวเดช” นั่งหัวหน้าพรรคการเมืองที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย

โหวต “เอ็ม ธวเดช” นั่งหัวหน้าพรรคการเมืองที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย โหวต เอ็ม ธวเดช ภาจิตรภิรมย์ คนรุ่นใหม่ วัย32 ปี นั่งหัวหน้าพรรคแนวทางใหม่...

หัวเว่ยรุกพัฒนาอีโคซิสเต็มด้านเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล

ภายในงาน Mobile World Congress Shanghai 2021 หัวเว่ยได้เปิด “Digix Lab” แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อให้ความรู้และยกระดับประสิทธิภาพของนักพัฒนาและพาร์ทเนอร์ในด้านอีโคซิสเต็มของบริการ HMS (Huawei Mobile Service) โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่หัวเว่ยริเริ่มขึ้นเพื่อสร้างและพัฒนาอีโคซิสเต็มทางเทคโนโลยีที่มีความหลากหลาย และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลในภูมิภาคดังกล่าวให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ธุรกิจแฟรนไชส์ขนส่งพัสดุยอดนิยม BEST Express แบรนด์ใหญ่ระดับประเทศ

ปัจจุบันธุรกิจแฟรนไชส์ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย มีนักลงทุนสนใจอยากซื้อแฟรนไชส์เพื่อเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปีที่ผ่านมา (2563) แฟรนไชส์ประเภทธุรกิจขนส่งพัสดุด่วนเอกชน เจ้าใหญ่ในตลาดอย่าง BEST Express (เบสท์ เอ็กซ์เพรส) ผู้ให้บริการ รับ-ส่ง พัสดุด่วนทั่วไทย ได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มนักลงทุนทั้งรายเล็กและรายใหญ่ที่มองหาแหล่งรายได้ใหม่และโอกาสทำธุรกิจที่เติบโตเร็ว ทำให้เกิดการขยายสาขาได้มากกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ เนื่องจากเทรนด์กระแสพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ออนไลน์และมีกิจกรรมการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้นแบบก้าวกระโดด ซึ่งช่องทางอีคอมเมิร์ซกลายเป็นช่องทางที่มีอัตราเติบโตอย่างมหาศาล เฉลี่ย 26-27% ต่อปี และมีมูลค่าเม็ดเงินกว่า 66,000 ล้านบาท จึงส่งแรงผลักดันสร้างโอกาสต่อธุรกิจขนส่งพัสดุพุ่งทะลุมากกว่า 35% ต่อปี

ยูนิเวอร์ซัล โรบอท กระตุ้นอุตสาหกรรมการผลิตของไทยใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อลดการบาดเจ็บและเพิ่มขวัญกำลังใจของพนักงาน

ยูนิเวอร์ซัล โรบอท (ยูอาร์) ซึ่งเป็นผู้นำตลาดเทคโนโลยีหุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงาน (โคบอท) จากประเทศเดนมาร์ก กระตุ้นผู้ผลิตในไทยนำระบบอัตโนมัติของหุ่นยนต์เพื่อเพิ่มผลผลิตและช่วยลดการบาดเจ็บในที่ทำงาน จากข้อมูลของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ภายใต้กระทรวงแรงงานในประเทศไทย รายงานว่าระหว่างปี 2558-2562 พบว่าในปี 2562...